คำฟ้องศาลปกครองกลาง วันที่ ๑๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ คดีหมายเลขดำที่ ๕๐/๒๕๕๕
ศาลปกครองกลาง
วันที่ ๑๑ เดือน มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
ข้าพเจ้า นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อายุ ๖๐ ปี ผู้ฟ้องคดีที่ ๑
อยู่บ้านเลขที่ ๕๒๘ ถนน กรุงเทพกรีฑา ตรอก/ซอย ๓๖ แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง จังหวัดกรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ ๐๒–๓๖๘ ๒๐๐๘
ข้าพเจ้า ม.ล.วัลย์วิภา บุรุษรัตนพันธุ์ อายุ ๕๙ ปี ผู้ฟ้องคดีที่ ๒
อยู่บ้านเลขที่ ๑๕ ซอยพระรามเก้า ๔๑ (ซอย ๔ เสรี ๒) แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง จังหวัดกรุงเทพมหานคร
ข้าพเจ้า นายสมบูรณ์ ทองบุราณ อายุ ๕๘ ปี ผู้ฟ้องคดีที่ ๓
อยู่บ้านเลขที่ ๕/๑ รัตนเขต ตำบลเมือง อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร โทรศัพท์ ๐๘๑–๘๗๘ ๖๐๖๔
มีความประสงค์ขอฟ้อง นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่อยู่ทำเนียบรัฐบาล แขวงดุสิต เขตดุสิต จังหวัดกรุงเทพมหานคร
รายละเอียดของการกระทำ ข้อเท็จจริง หรือพฤติการณ์ เกี่ยวกับการกระทำที่เป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายที่พอเข้าใจได้
ข้อ ๑. ผู้ฟ้องคดีทั้งสามคน ซึ่งต่อไปจะเรียกว่า ผู้ฟ้องคดี เป็นประชาชนชาวไทย มีเชื้อชาติไทย สัญชาติไทย เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มีอำนาจ สิทธิ และมีหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้บัญญัติไว้ โดยเฉพาะมีหน้าที่ในการป้องกันประเทศมิให้สูญเสียไปซึ่งเอกราชอธิปไตย และผลประโยชน์แห่งชาติ มีเสรีภาพในการตั้งถิ่นฐาน และการเดินทาง โดยปราศจากการขัดขวางและด้วยความปลอดภัยทั่วราชอาณาจักร ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการใช้อำนาจกระทำและงดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี จึงจำเป็นต้องใช้อำนาจอธิปไตยและใช้สิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ เพื่อขอบารมีศาลปกครองซึ่งเป็นองค์กรในอำนาจตุลาการที่ใช้อำนาจอธิปไตยทางศาล เพื่อมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้อง กระทำการในทางที่จะป้องกันรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยบูรณภาพเหนือดินแดนและผลประโยชน์แห่งชาติ รวมทั้งให้งดเว้นกระทำการที่จะทำให้ประเทศไทยต้องเสียไปซึ่งอธิปไตยบูรณภาพเหนือดินแดน และผลประโยชน์แห่งชาติ อันกระทบต่อสิทธิ อำนาจ และหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ดังนั้นผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลนี้ได้ ตาม พรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๙ โดยนัยยะคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีที่มีการฟ้องขอให้เพิกถอนบันทึกความเข้าใจหรือ MOU ที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กระทำขึ้นในสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และโดยนัยยะคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องเดียวกัน ซึ่งเป็นบรรทัดฐานและมีผลผูกพันทุกหน่วยงาน รวมทั้งศาลทั้งหลายด้วย
ผู้ถูกฟ้องเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้ารัฐบาล มีอำนาจหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ โดยเฉพาะในการป้องกันรักษาไว้ซึ่งเอกราชอธิปไตย บูรณภาพเหนือดินแดนและผลประโยชน์แห่งชาติ และรับรองคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยในการตั้งถิ่นฐานหรือในการเดินทางทั่วราชอาณาจักร มีอำนาจสั่งการทุกหน่วยงาน และข้าราชการในฝ่ายบริหารทั้งปวงให้กระทำการ ให้งดเว้นกระทำการ รวมทั้งให้ยับยั้งการกระทำใด ๆ ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๕ ทั้งนี้ผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีสิทธิ ไม่มีอำนาจ ที่จะยกดินแดนแห่งราชอาณาจักรไทย ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง รวมทั้งผลประโยชน์แห่งชาติ ให้กับรัฐอื่น และไม่มีอำนาจก้าวก่ายแทรกแซงหรือสั่งการให้กองทัพไทยกระทำหรืองดเว้นการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่จะทำให้ดินแดนแห่งราชอาณาจักรไทยถูกยึดครอง หรือตกเป็นของรัฐอื่น รวมทั้งไม่มีอำนาจสั่งการให้กองทัพไทยงดเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติในการป้องกันประเทศด้วย ทั้งนี้เนื่องจากกองทัพไทยมีอำนาจหน้าที่เฉพาะตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ทั้งตามแนวนโยบายแห่งรัฐ และหน้าที่เฉพาะในการป้องกันประเทศ ในการรักษาเอกราชอธิปไตย บูรณภาพเหนือดินแดน และผลประโยชน์แห่งชาติ รวมทั้งพิทักษ์พระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์และในการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย
ข้อ ๒. เดิมประเทศไทยใช้ชื่อว่า สยาม ปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยาม เป็นประเทศไทย เมื่อครั้งที่ยังใช้ชื่อสยาม อาณาเขตของประเทศไทยกว้างขวางกว่าปัจจุบันนี้ในทุกด้าน ในทุกทิศ เฉพาะด้านตะวันออกนั้นมีอาณาเขตกว้างขวางมาก ครอบคลุมถึงประเทศกัมพูชาหรือเขมร ซึ่งเป็นประเทศราชของสยาม ต่อมาตั้งแต่ยุคสมัยรัชกาลที่ ๔ ชาติตะวันตกได้เข้ามาล่าอาณานิคม ทำให้หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตกเป็นเมืองขึ้น เฉพาะประเทศฝรั่งเศสพยายามที่จะยึดครองประเทศไทยด้วย โดยได้เข้ายึดครองดินแดนด้านตะวันออกที่เป็นประเทศเขมรในปัจจุบันก่อน ยกเว้นจังหวัดเสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ ประเทศฝรั่งเศสได้ก่อสถานการณ์รุกรานประเทศไทย ทำให้เกิดการปะทะกันขึ้น และได้บีบบังคับให้ประเทศไทยต้องทำสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๙๐๔ ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญสรุปได้ว่า จังหวัดเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ ให้ตกเป็นของฝรั่งเศส ส่วนพื้นที่เกาะกูดในจังหวัดตราด ยืนยันว่าเป็นของประเทศไทย และให้มีการปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชาของฝรั่งเศส โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วมกัน จึงทำให้การปะทะกันสิ้นสุดลง
หลังจากนั้นรัฐบาลไทยกับฝรั่งเศสก็ได้ตั้งคณะกรรมการร่วมปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา อันเป็นการดำเนินการปักปันเขตแดนตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.๑๙๐๔ โดยเขตแดนทางบกนั้นถ้าพื้นที่ใดมีเขตแบ่งตามธรรมชาติ เช่นมีสันปันน้ำหรือร่องน้ำ ก็ถือสันปันน้ำและร่องน้ำ เป็นเขตแบ่งเขตแดนตามหลักสากล ส่วนในพื้นที่ราบก็มีการปักหมุดปักปันเขตแดน ซึ่งได้มีการปักหมุดขึ้นทั้งสิ้นจำนวน ๗๓ หลักเขต โดยหลักเขตที่ ๗๓ เป็นหลักเขตสุดท้าย ตั้งอยู่ที่จังหวัดตราด ตรงข้ามกับเกาะกูด เป็นผลให้พื้นที่ในอ่าวไทยโดยรอบหลักเขตที่ ๗๓ และเกาะกูด ๒๐๐ ไมล์ทะเล เป็นดินแดนที่เป็นสิทธิอาณาเขตของประเทศไทย หลังจากการปักปันเขตแดนโดยคณะกรรมการร่วมเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งไทยและฝรั่งเศสก็ได้ยอมรับนับถือปฏิบัติเป็นอย่างดี ครั้นต่อมาฝรั่งเศสได้ปลดปล่อยให้กัมพูชาเป็นประเทศเอกราช รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยของกัมพูชาหรือเขมรก็ได้ยอมรับนับถือการปักปันเขตแดนที่ได้กระทำมาในครั้งนั้น ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มีสันติภาพ สันติสุข ต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่าร้อยปี
ต่อมาในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐบาลเขมรได้ยื่นคำฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งต่อไปจะเรียกว่าศาลโลก โดยในครั้งแรกได้ยื่นฟ้องขอให้ศาลโลกพิพากษาว่าปราสาทพระวิหารเป็นกรรมสิทธิ์ของเขมร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยยังเป็นภาคีสมาชิกของศาลโลก ยังมีความผูกพันที่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจและการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลโลก ดังนั้นรัฐบาลไทยในขณะนั้นได้ตั้งคณะทนายโดยมีหม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นหัวหน้าคณะเข้าต่อสู้คดี ต่อมารัฐบาลเขมรได้ยื่นคำร้องต่อศาลโลกขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเดิม ขอให้ศาลโลกพิพากษาด้วยว่าพื้นที่อันเป็นที่ตั้งปราสาทพระวิหารดังกล่าวเป็นดินแดนในอธิปไตยของเขมร คณะทนายความได้เสนอต่อรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เห็นควรยินยอมให้ฝ่ายเขมรเพิ่มเติมคำฟ้องได้ คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นได้มอบหมายให้พระยาอรรถการีนิพนธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พิจารณานำเสนอ ในการพิจารณาเรื่องนี้นายบุศย์ ขันธวิทย์ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลฎีกา และนักกฎหมายอีกหลายท่านได้ร่วมในการพิจารณา และในที่สุดได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีว่าการขอเพิ่มเติมคำฟ้องของฝ่ายเขมรทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ สมควรคัดค้านการเพิ่มเติมคำฟ้อง คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและแจ้งคณะทนายดำเนินการ หลังจากคณะทนายฝ่ายไทยได้ยื่นคำคัดค้านการเพิ่มเติมคำฟ้องแล้ว ศาลโลกมีคำสั่งยกคำร้องขอเพิ่มเติมคำฟ้องนั้น ดังนั้นในคดีดังกล่าวจึงคงมีประเด็นพิพาทกันเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายใด และในที่สุดศาลโลกก็มีคำตัดสินว่าปราสาทพระวิหารเป็นกรรมสิทธิ์ของเขมร โดยมิได้วินิจฉัยนอกฟ้อง นอกประเด็นไปถึงพื้นที่อันเป็นที่ตั้งตัวปราสาท ซึ่งได้มีการยกคำร้องเพิ่มเติมฟ้องไปแล้ว รวมทั้งศาลโลกก็ปฏิเสธไม่ยอมรับแผนที่อัตราส่วน ๑:๒๐๐,๐๐๐ ซึ่งฝ่ายเขมรอ้างเป็นพยานหลักฐาน โดยระบุว่ารัฐบาลไทยไม่เคยยอมรับแผนที่นี้ และไม่มีประเด็นเกี่ยวกับปัญหาดินแดน
รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เห็นว่าศาลโลกไม่ตั้งอยู่ในความสัตย์และยุติธรรม ประพฤติตนเป็นศาลการเมือง เป็นศาลอยุติธรรมระหว่างประเทศ ไม่มีประโยชน์ที่ประเทศไทยจะเป็นภาคีสมาชิกต่อไป จึงถอนประเทศไทยออกจากการเป็นภาคีสมาชิกศาลโลก และไม่ยอมรับนับถือและไม่ยอมรับความเกี่ยวข้องใด ๆ กับศาลโลกอีกต่อไป รวมทั้งไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลกดังกล่าว โดยได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะทวงเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมาเป็นของราชอาณาจักรไทยในวันหนึ่ง
หลังจากศาลโลกมีคำตัดสินเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ แล้ว ประเทศเขมรก็ไม่เคยที่จะกล่าวอ้างเอาดินแดนอันเป็นที่ตั้งปราสาทพระวิหารเลยตลอดมาเป็นระยะเวลาถึง ๕๐ ปี และหลังจากนั้นรัฐบาลไทยก็ได้จัดทำแผนที่ โดยมอบหมายให้กองทัพไทยจัดทำแผนที่เขตแดนของราชอาณาจักรไทยอย่างละเอียด คือแผนที่ที่มีอัตราส่วน ๑:๕๐,๐๐๐ ซึ่งแสดงอาณาเขตของประเทศไทยอย่างละเอียด ตามที่เคยปักปันเขตแดนไว้ตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๙๐๔ นั้น แผนที่ดังกล่าวนี้ได้ใช้เป็นหลักปฏิบัติและการบริหารราชการแผ่นดินตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ ที่หน่วยงานทั้งปวงนับตั้งแต่พระมหากษัตริย์ลงไปจนถึงท้องถิ่นต่างก็ได้ใช้แผนที่อัตราส่วน ๑:๕๐,๐๐๐ ดังกล่าวทั้งสิ้น ดังนั้นอาณาเขตของประเทศไทยจึงมีความชัดเจนแน่นอน ที่มีการยืนยันและปฏิบัติด้วยการยอมรับนับถือมากว่า ๑๕๐ ปีแล้ว แต่ก็มีคนทรยศชาติ และขายชาติจำนวนหนึ่ง ที่มุ่งยกดินแดนของราชอาณาจักรไทยให้กับเขมร พยายามปกปิดบิดเบือนว่าไม่แน่ชัดว่าอาณาเขตประเทศไทยอยู่ที่ไหน บ้างก็เรียกว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน หรือไม่ก็เรียกว่าเป็นพื้นที่พิพาท ซึ่งล้วนซ่อนเร้นความทรยศชาติ ความขายชาติ และมุ่งต่อการยกดินแดนของประเทศไทยให้กับเขมรทั้งสิ้น
ข้อ ๓. ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ รัฐบาลที่มีนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศให้พื้นที่รอบปราสาทพระวิหารและพื้นที่ข้างเคียงเป็นเขตอุทยานแห่งชาติตามพระราชกฤษฎีกาประกาศเขตอุทยานแห่งชาติพระวิหาร พ.ศ.๒๕๔๓
ในปีเดียวกันนั้น รัฐบาลที่มีนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ลักลอบมอบหมายให้หม่อมราชวงศ์ สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลงนามในบันทึกข้อตกลงกับรัฐบาลเขมร หรือที่เรียกกันว่า MOU ๒๕๔๓ มีสาระเป็นใจความว่าให้มีการปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา กันใหม่ และในการปักปันเขตแดนนี้ให้ถือแผนที่อัตราส่วน ๑:๒๐๐,๐๐๐ ที่ฝรั่งเศสทำไว้แต่ฝ่ายเดียวเป็นหลัก ซึ่งมีผลเท่ากับเป็นการยกเลิกการปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา ตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๙๐๔ เสียทั้งสิ้น และในการปักปันเขตแดนใหม่ที่จะถือตามแผนที่อัตราส่วน ๑:๒๐๐,๐๐๐ แนบท้าย MOU ๒๕๔๓ นั้นจะมีผลทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดนแก่เขมร ๓ พื้นที่สำคัญคือ พื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร เป็นเนื้อที่ประมาณ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร พื้นที่ ๗ จังหวัดของประเทศไทย ตลอดแนวชายแดนไทย-เขมร เป็นพื้นที่ประมาณ ๑.๘ ล้านไร่ และพื้นที่ในอ่าวไทยอีกประมาณ ๒๗,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร การกระทำดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานกบฏ เพราะเป็นการกระทำที่ยกดินแดนและผลประโยชน์ของประเทศให้กับรัฐอื่น เนื่องจากพื้นที่อ่าวไทยดังกล่าวนั้นเป็นแหล่งพลังงานก๊าซและน้ำมัน มูลค่ามหาศาลไม่น้อยกว่า ๗ ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ แต่เนื่องจากเป็นการลักลอบทำบันทึกข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยที่ไม่ประกาศให้ประชาชนชาวไทยรับทราบ และมิได้ขออนุมัติรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ บัญญัติ MOU ๒๕๔๓ จึงเป็นโมฆะ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ และ พ.ศ. ๒๕๕๐ ด้วย และนับตั้งแต่มีการทำ MOU ๒๕๔๓ เป็นต้นมา เขมรก็ได้ถือโอกาสดำเนินการเพื่อยึดครองดินแดนแห่งราชอาณาจักรไทย โดยสมคบกับรัฐบาลไทยหลายยุคหลายสมัยต่อเนื่องมา
ข้อ ๔. ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ รัฐบาลที่มีนายสมัคร สุนทรเวช โดยนายนพดล ปัทมะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำบันทึกข้อตกลงหรือ MOU กับเขมร ยินยอมให้เขมรนำปราสาทพระวิหารไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว โดยรวมพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหารด้วย แต่เนื่องจากเป็นการลักลอบทำความตกลง โดยไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภา MOU ดังกล่าวจึงขัดต่อรัฐธรรมนูญและเป็นโมฆะ ซึ่งศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเป็นที่สุดแล้ว ย่อมเป็นบรรทัดฐานและผูกพันองค์กรทั้งปวงและสามารถใช้เป็นบรรทัดฐานได้ด้วยว่า MOU ๒๕๔๓ ก็เป็นโมฆะเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่ให้นำ MOU ดังกล่าวไปใช้ปฏิบัติอีกต่อไป แต่รัฐบาลในขณะนั้นและต่อมาก็มิได้ปฏิบัติตามที่อำนาจตุลาการได้วินิจฉัยไว้ ยังคงจัดประชุมกรรมการระดับต่าง ๆ เพื่อปักปันเขตแดนตาม MOU ๒๕๔๓ ต่อมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ในขณะที่ปวงชนชาวไทยเคียดแค้นชิงชัง อยากฉีกเนื้อกินเลือดเหล่าผู้ทรยศชาติและผู้ขายชาตินั้น ได้รวมพลังกันต่อต้านคัดค้านการทรยศชาติและการขายชาติที่จะยกดินแดนและผลประโยชน์แห่งชาติในอ่าวไทยให้เขมรอย่างต่อเนื่องและอย่างกว้างขวาง จึงเป็นเหตุให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาสมคบกันยืมมือศาลโลกเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการปิดปากปวงชนชาวไทยให้จำยอมและจำนนในการยกดินแดนและผลประโยชน์แห่งชาติให้เขมร
ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ ด้วยการสมคบกันของรัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี กับรัฐบาลเขมร กองทัพเขมรได้เปิดฉากโจมตีประเทศไทยที่บริเวณชายแดนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดสุรินทร์ โดยใช้อาวุธหนักหลายชนิดยิงถล่มชุมชนและโรงเรียนของประเทศไทยจนประชาชนและนักเรียนต้องอพยพหลายระลอก จำนวนนับแสนคน กองทัพไทยได้ทำหน้าที่พิทักษ์อธิปไตยโดยได้ใช้อาวุธหนักยิงตอบโต้ เหตุการณ์ไม่ทันสิ้นสุดลงรัฐบาลเขมรก็ได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลโลกอีกครั้งหนึ่งเพื่อเรียกร้องเอาพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารโดยขอให้ศาลโลกตัดสินให้ดินแดนรอบปราสาทพระวิหารตามแผนที่อัตราส่วน ๑:๒๐๐,๐๐๐ แนบท้าย MOU ๒๕๔๓ ว่าเป็นของเขมร ซึ่งเป็นคำขอตามที่เขมรเคยขอเพิ่มเติมคำฟ้องในคดีเดิมนั่นเอง
รัฐบาลไทยและรัฐบาลเขมรได้สมคบกันด้วยเล่ห์กลอุบายเริ่มต้นคำฟ้องในลักษณะที่หลอกลวงว่า เป็นเพียงแค่การขอให้ศาลโลกอธิบายคำพิพากษาในปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ แต่แท้จริงแล้วเป็นคำฟ้องใหม่เพื่อเรียกเอาดินแดนของประเทศไทยไปเป็นของเขมร อันเป็นการตั้งต้นที่จะเรียกร้องเอาดินแดนทั้งบนบกและในทะเลตาม MOU ๒๕๔๓ อันเป็นโมฆะนั่นเอง
รัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้หลอกลวงประชาชนชาวไทยว่าประเทศไทยจะต้องเข้าไปชี้แจงต่อศาลโลก (ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นภาคีสมาชิกและไม่ได้เกี่ยวข้อง) เพราะเป็นเรื่องเดิมที่เขมรเพียงแค่ขอให้ศาลโลกอธิบายคำตัดสินในปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ เท่านั้น และยังหลอกลวงปวงชนชาวไทยอีกว่าถ้าไม่เข้าไปชี้แจงประเทศไทยจะเสียเปรียบ เพราะเป็นการปล่อยให้ฝ่ายเขมรพูดเอาแต่ฝ่ายเดียว ประเทศไทยจะเสียความชอบธรรมในสายตานานาชาติ ทำให้ประชาชนจำนวนมากหลงเชื่อ แต่ในที่สุดศาลโลกก็ไม่อาจทนเห็นการหลอกลวงเช่นนี้ต่อไปได้ จึงได้ออกคำแถลงการณ์ของศาลโลกว่าคดีเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝ่ายเขมรฟ้อง เป็นเรื่องใหม่ และมีการขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาด้วย โดยคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของเขมรคือ ให้ทั้งสองฝ่ายถอนทหารออกจากพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร เป็นพื้นที่ถึง ๑๗.๓ ตารางกิโลเมตร ซึ่งเกินไปจากแผนที่อัตราส่วน ๑:๒๐๐,๐๐๐ หรือเกินไปจากคำฟ้องเสียอีก
ประชาชนชาวไทยเมื่อทราบความจริงพากันเคียดแค้นชิงชังรัฐบาลทรยศชาติและขายชาติดังกล่าว บางกลุ่มได้อาศัยสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญยื่นคำร้องต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้ทำการไต่สวนดำเนินคดีอาญากับผู้ที่ต้องรับผิดชอบ แต่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกายกคำร้อง โดยระบุเหตุผลว่าไม่มีกฎหมายที่ตราขึ้นรองรับกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งด้วยความเคารพต่อศาล ผู้ฟ้องคดีเห็นว่ามีกฎหมายบัญญัติชัดเจนว่าห้ามมิให้ศาลยกฟ้องคดี โดยอ้างว่าไม่มีกฎหมาย และมีกฎหมายบัญญัติด้วยว่าในกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติก็ให้ศาลใช้กฎหมายใกล้เคียงหรือกฎหมายทั่วไปหรือประเพณีท้องถิ่น จึงทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิ์ของตน และไม่สามารถทำหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติได้
การที่รัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี นำประเทศไทยเข้าสู่อำนาจศาลโลกอีกครั้งหนึ่งด้วยการโกหกหลอกลวงประชาชนดังกราบเรียนนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของบรรพชน โดยมีเจตนาที่จะสานต่อการกระทำที่ทรยศและขายชาติตาม MOU ๒๕๔๓ และเป็นการนำประเทศไทยเข้าสู่อำนาจของศาลโลกโดยที่ไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภา ทั้งที่รู้ดีอยู่แล้วว่าการนำประเทศไทยเข้าสู่อำนาจศาลโลกอีกครั้งหนึ่งนั้นจะมีผลทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนและผลประโยชน์แห่งชาติเป็นจำนวนมหาศาลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาตร์ของประเทศไทย การเข้าต่อสู้คดีในศาลโลกจึงเป็นโมฆะ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่มีผลผูกพันประเทศไทยและประชาชนชาวไทยแต่ประการใด แต่รัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี กลับแถลงต่อประชาชนว่าพร้อมที่จะยอมรับและปฏิบัติตามคำสั่งและคำพิพากษาของศาลโลกทุกกรณี แต่เดชะบุญรัฐบาลดังกล่าวนั้นได้พ้นจากตำแหน่งเพราะการยุบสภาเมื่อกลางปี พ.ศ. ๒๕๕๔
ข้อ ๕. หลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี ๒๕๕๔ ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีเป็นนายกรัฐมนตรี คนทั้งหลายต่างตั้งความหวังว่าพรรคการเมืองที่เป็นคู่ต่อสู้ขับเคี่ยวกันมาจะต้องปฏิเสธการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและไม่ชอบด้วยกฎหมายของรัฐบาลก่อน แต่ประชาชนก็ผิดหวัง เพราะรัฐบาลผู้ถูกฟ้อง รวมทั้งผู้ถูกฟ้อง เองได้แถลงต่อสาธารณะหลายครั้งว่าจะยอมรับนับถือปฏิบัติตามคำสั่งและคำพิพากษาของศาลโลก ซึ่งต่อมาศาลโลกก็มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของฝ่ายเขมร ให้ทั้งสองฝ่ายถอนทหารออกจากพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารเป็นเนื้อที่ถึง ๑๗.๓ ตารางกิโลเมตร
ผู้ถูกฟ้อง และรัฐบาลของผู้ถูกฟ้อง ได้แถลงยอมรับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลโลกทั้งๆที่รู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นคำสั่งที่ขยายพื้นที่จาก ๔.๖ ตารางกิโลเมตร เป็น ๑๗.๓ ตารางกิโลเมตร และให้ถอนทหารออกจากพื้นที่ของประเทศไทยเกือบทั้งหมด มีเพียงบางส่วนที่เป็นหน้าผาของเขาพระวิหารที่ไม่มีประชาชนอาศัยเท่านั้น และนับเอาว่าเป็นดินแดนของเขมรด้วย และทั้งๆ ที่รู้ดีอยู่แล้วว่าในพื้นที่นั้นเขมรได้ส่งชาวเขมรมาตั้งชุมชนและตั้งวัดเพื่อเตรียมการยึดครองดินแดนของประเทศไทยอย่างถาวรอยู่แล้ว หากกองทัพไทยถอนทหารออกมา พื้นที่นั้นก็จะเหลือแต่ชาวเขมร ชุมชนเขมร และวัดเขมร ซึ่งเท่ากับประเทศไทยต้องเสียดินแดนนั้นอย่างถาวร
หลังจากศาลโลกมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ผู้ถูกฟ้องคดีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลที่ผู้ถูกฟ้องเป็นนายกรัฐมนตรี ได้แทรกแซงสั่งการโดยขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ให้กองทัพไทยถอนทหารออกจากพื้นที่ตามคำสั่งของศาลโลก แต่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพไทยและคณะผู้บัญชาการทหารทุกเหล่าทัพได้เปิดแถลงการณ์ต่อปวงชนชาวไทยว่า กองทัพไทยจะไม่ถอนทหาร ซึ่งจะเป็นผลทำให้เสียดินแดนแก่เขมรโดยเด็ดขาด รัฐบาลของผู้ถูกฟ้อง จึงใช้เล่ห์อุบายเสนอต่อรัฐสภาให้อภิปรายเพื่อรับทราบคำสั่งของศาลโลก แต่หลีกเลี่ยงและไม่ได้ขออนุมัติต่อรัฐสภาหรือขอมติรัฐสภาให้มีมติให้กองทัพไทยถอนทหารแต่ประการใด หลังจากนั้นแล้วผู้ถูกฟ้อง และรัฐบาลของผู้ถูกฟ้อง ก็ยังคงแทรกแซงสั่งการให้กองทัพไทยถอนทหารออกจากพื้นที่ตามคำสั่งของศาลโลก และเป็นเหตุให้ภาคประชาชนเดินขบวนประท้วงอย่างกว้างขวางจนกระทั่งบัดนี้
ดังนั้นผู้ถูกฟ้องจึงมีหน้าที่ต้องหยุดการกระทำใด ๆ ที่จะให้กองทัพไทยถอนทหารตามคำสั่งของศาลโลก รวมทั้งสั่งการหรือระงับยับยั้งมิให้มีการแทรกแซงก้าวก่ายสั่งการใด ๆ ให้กองทัพไทยต้องถอนทหารออกจากพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารตามคำสั่งของศาลโลก อันจะเป็นเหตุให้ประเทศไทยเสียดินแดนในทันที แต่ผู้ถูกฟ้องได้ละเว้นไม่ทำหน้าที่และยังคงเพิกเฉย ตลอดจนยังก้าวก่ายแแทรกแซงและปล่อยให้มีการก้าวก่ายแทรกแซงให้มีการถอนทหารออกจากพื้นที่ดังกล่าวต่อไป
ข้อ ๖. การที่รัฐบาลไทยได้นำประเทศเข้าสู่อำนาจของศาลโลกอีกครั้งหนึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เป็นการดำเนินการเพื่อจะอาศัยเงื้อมมือของศาลโลกตัดสินให้ยกดินแดนและผลประโยชน์แห่งชาติของประเทศไทยแก่เขมร โดยที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีสมาชิกและไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง ดังนั้นผู้ถูกฟ้องจึงมีหน้าที่ต้องให้รัฐบาลไทยถอนตัวออกจากคดีที่เขมรฟ้องประเทศไทยต่อศาลโลกในทันทีและปฏิเสธไม่ยอมรับการพิจารณา การมีคำสั่งและคำพิพากษาใด ๆ ของศาลโลกอีกต่อไป การที่ผู้ถูกฟ้องไม่ดำเนินการดังกล่าว จึงทำให้เกิดความเสียหายแก่สาธารณะและผู้ฟ้องคดีด้วย
ผู้ฟ้องคดีไม่มีทางที่จะพึ่งพาอำนาจนิติบัญญัติหรือบุคคลใดในการระงับดับทุกข์เข็ญของประชาชนและผู้ฟ้องคดี เพื่อรักษาอธิปไตย บูรณภาพ และผลประโยชน์แห่งชาติของประเทศไทยเอาไว้ได้ และไม่สามารถพึ่งพาหน่วยงานใดให้ผู้ฟ้องคดีมีอิสรภาพ เสรีภาพ ในการตั้งถิ่นฐานหรือในการเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าวได้ และไม่มีวิธีการอื่นใดที่ผู้ฟ้องคดีจะป้องกันประเทศ ที่จะรักษาอธิปไตย บูรณภาพเหนือดินแดน และผลประโยชน์แห่งชาติได้ จึงจำเป็นต้องขอบารมีศาลปกครองเป็นที่พึ่ง
คำขอของผู้ฟ้องคดี
๑.ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามผู้ถูกฟ้องคดีและรัฐบาลที่ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นนายกรัฐมนตรีถอนทหารออกจากพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารตามคำสั่งของศาลโลก และให้ผู้ถูกฟ้องคดีหยุดการก้าวก่ายแทรกแซงสั่งการให้กองทัพไทยถอนทหารออกจากพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารตามคำสั่งของศาลโลก และสั่งการให้รัฐมนตรีในรัฐบาลของผู้ถูกฟ้องคดีมิให้ก้าวก่ายแทรกแซงสั่งการให้กองทัพไทยถอนทหารออกจากพื้นที่ดังกล่าวด้วย
๒.ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องดำเนินการให้รัฐบาลไทยถอนตัวออกจากคดีที่ถูกกัมพูชาฟ้องเรียกเอาดินแดนในศาลโลก และให้ปฏิเสธความผูกพันเกี่ยวข้องในการพิจารณาพิพากษาใด ๆ ของศาลโลกในทุกกรณี
๓.หากผู้ถูกฟ้องไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลปกครองเป็นคำสั่งของผู้ถูกฟ้อง ในการปฏิบัติตามคำขอข้อ ๑. และข้อ ๒.
ลงชื่อ ………………………………… ผู้ฟ้องคดีที่ ๑
(นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์)
ลงชื่อ ………………………………… ผู้ฟ้องคดีที่ ๒
(ม.ล.วัลย์วิภา บุรุษรัตนพันธุ์)
ลงชื่อ ………………………………… ผู้ฟ้องคดีที่ ๓
(นายสมบูรณ์ ทองบุราณ)
เอกสารคำแปลคำร้องของกัมพูชา ขอให้ตีความคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
เรื่องไม่รับเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการวิสามัญศึกษาบันทึก JBC 3 ฉบับ

ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาทเขาพระวิหาร
ชั้น 9 ตึกอเนกประสงค์ ถนนพระจันทร์
แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
15 พฤศจิกายน 2553
เรื่อง ขอให้ความเห็นเรื่องบันทึก JBC 3 ฉบับ และ MOU 2543
และไม่รับเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการวิสามัญศึกษาบันทึก JBC 3 ฉบับ
กราบเรียน ฯพณฯ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา
ข้าพเจ้าได้รับทราบข่าวการแต่งตั้งและการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาบันทึก JBC ครั้งที่ 2 ที่จะมีในวันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน 2553 จากนายไพบูลย์ นิติตะวัน วุฒิสมาชิก ซึ่งเป็น 1 ในคณะกรรมาธิการฯ 30 ท่าน และเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมภาคประชาชนป้องกันการทุจริตและตรวจสอบภาครัฐ วุฒิสภา อันเป็นคณะอนุกรรมาธิการฯ ที่ข้าพเจ้ามีชื่ออยู่ จึงขอถือโอกาสขอบพระคุณนายไพบูลย์ นิติตะวัน วุฒิสมาชิกและประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ เป็นอย่างยิ่ง
ในส่วนตัวของข้าพเจ้าซึ่งติดตามสถานการณ์เรื่องนี้มานานกว่า 2 ปีแล้ว ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า บันทึก JBC 3 ฉบับ เป็นส่วนหนึ่งในรายละเอียดของ MOU 2543 หรือที่เรียกว่า Supplementary Evidence of MOU 2543 หัวหน้าฝ่ายบริหารในขณะนั้นกระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 มาตรา 224 เพราะ MOU 2543 จะมีผลผูกพันอธิปไตยของประเทศนี้หาก MOU 2543 ได้มีการขออนุมัติกรอบการเจรจาจากรัฐสภา แต่ก็มิได้ขออนุมัติกรอบการเจรจาเสียก่อนลงนาม จึงแสดงให้เห็นว่าการกระทำของหัวหน้าฝ่ายบริหารที่อนุมัติให้มีการลงนามใน MOU 2543 เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 โดยตรง
อนึ่ง MOU 2543 ที่มีการลงนามกับรัฐบาลกัมพูชาแล้วในวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ฝ่ายบริหารชุดดังกล่าวได้สิ้นสภาพการเป็นฝ่ายบริหาร MOU ดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงของฝ่ายบริหารที่สิ้นสภาพการบังคับ ทั้งนี้เป็นไปตามประเพณีปฏิบัติระหว่างประเทศอันป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ทุกชาติต้องเคารพ เมื่อ MOU 2543 สิ้นผลแล้ว ไม่ว่าใครหรือฝ่ายบริหารใดในเวลาต่อมา จะนำ MOU 2543 หรือผลกลับมาใช้ให้มีสภาพบังคับ ย่อมเป็นไปไม่ได้ (อ้างถึงคำอธิบายความแตกต่างในระหว่าง ข้อตกลงระหว่างประเทศ ที่กระทำไปโดยฝ่ายบริหารกับสนธิสัญญา ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา)
เมื่อข้าพเจ้าเห็นว่า MOU 2543 สิ้นผลแล้ว การกระทำใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปแต่งตั้ง JBC หรือ GBC และอื่นๆ ล้วนเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยความที่ข้าพเจ้ามีความหวังตั้งใจด้วยความจริงใจที่จะรักษาเกียรติภูมิของประเทศนี้ มิให้กระทำการใดๆ ทั้งเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายภายใน และบทบัญญัติกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อมิให้รัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบแก่ JBC และ GBC ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ข้าพเจ้าจึงขอมาหลายครั้งแล้วให้ถอนทั้ง JBC และ GBC ออกจากวาระการพิจารณาของรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ อันจะเป็นการก่อให้เกิดการกระทำอันเป็นการให้สัตยาบันในสายตาชาวโลกได้
ข้าพเจ้าไม่อาจจะรับเกียรติและความไว้วางใจให้ร่วมทำงานกับคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาบันทึก JBC ได้ จึงขอไม่รับเกียรติจากตำแหน่งและหน้าที่การเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ เพื่อเป็นการยืนยันย้ำเจตนารมณ์ของข้าพเจ้าให้ปรากฏเป็นหลักฐานโดยแจ้งชัดไว้ ณ ที่นี้ อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นเรื่องบันทึก JBC และ MOU 2543 นั้น เพื่อไม่ให้เสียหลายในความตั้งใจจริงของข้าพเจ้า จึงขอฝาก เป็นข้อมูลในการพิจารณาและดำเนินการของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริงด้วย
จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดทราบ
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ บุรุษรัตนพันธุ์
นักวิจัยเชี่ยวชาญ 9
ผู้ประสานงานภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาท เขา พระวิหาร
เอกสาร MOU43 จะทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนจริงจริง (209.45 KB)